เจาะลึก Platform โฆษณา และ ROI กุญแจที่นักธุรกิจมือใหม่ต้องรู้ก่อนลงเงิน
ข้อฉงนชวนสงสัยว่าทำไมบางธุรกิจทุ่มเงินโฆษณาผ่าน Platform โฆษณา ไปเป็นล้านแต่กลับเงียบสนิท แต่ในขณะที่บางแบรนด์ใช้เงิน “เพียงหลักหมื่น” แต่กลับได้ยอดขายแบบทะลักสุดปัง เคยสงสัยไหมว่าทำไม ? คำตอบอาจเป็นมากกว่าแค่ตัวสินค้าเป็นประเด็น แต่ขึ้นกับ “สะพาน” เชื่อมระหว่างแบรนด์กับฝั่งลูกค้า สะพานที่เรียกว่า Platform โฆษณา และสิ่งสุดท้ายที่ตัดสินว่าคุณไปต่อได้หรือไม่ก็คือ ตัวเลขที่แสนจะสำคัญที่สุดเรียกว่า ROI
ไปเข้าใจกับประเด็นทั้ง 2 นี้ด้วยกัน ที่เกี่ยวข้องกับโฆษณาอย่างปฎิเสธได้ยากยิ่ง เกี่ยวข้องกันอย่างไร และต้องเลือกใช้อย่างไรให้ฉลาดเหมาะที่สุดสำหรับนักธุรกิจมือใหม่ทุกคน ตามไปดูพร้อม ๆ กันเลย

Platform โฆษณา คืออะไร ? เข้าใจให้ลึกกับ “พื้นที่ทำเงิน” แห่งโลกดิจิทัล
ให้เห็นภาพภายใต้บริบทของ Digital Marketing Solutions คือพื้นที่หรือตัวกลางให้สินค้าหรือบริการของเราไปแสดงอยู่ ซึ่ง ณ ที่แห่งนั้นอาจจะมีลูกค้าที่กำลังมองหาสินค้าหรือบริการของคุณอยู่ก็ได้ แต่ที่พิเศษกว่าแค่ป้ายโฆษณาที่เราอาจจะเคยเห็นกันแค่ข้างทางคือ แพลตฟอร์มหล่านี้ “ฉลาดกว่า” ด้วยความสามารถในการวิเคราะห์และคัดกรองผู้คนที่อาจจะเป็นลูกค้าของคุณให้เข้ามาเห็นสินค้าหรือบริการคุณได้ ยิ่งเพิ่มโอกาสขายของได้มากขึ้น
จากป้ายบิลบอร์ดริมทางสู่ระบบประมูลบนหน้าจอมือถือ
ในสมัยก่อน ถ้าเราอยากลงโฆษณา เราอาจจะต้องซื้อหน้าหนังสือพิมพ์หรือเช่าป้ายคัตเอาท์ขนาดใหญ่ เราจะเลือกไม่ได้เลยว่าใครจะเดินผ่านมาเห็นบ้าง แต่ในปัจจุบัน แพลตฟอร์มอย่าง Facebook, Google, TikTok หรือแม้แต่ระบบหลังบ้านของมาร์เก็ตเพลส ได้เปลี่ยนโลกไปอย่างสิ้นเชิง เราสามารถระบุได้เลยว่า “ขอให้คนอายุ 25 ที่ชอบแต่งบ้านและอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ เท่านั้นที่เห็นโฆษณานี้” นี่คือวิวัฒนาการที่ทำให้ทุกบาทที่เราจ่ายไปมีโอกาสเข้าใกล้ความจริงมากขึ้น

ROI คืออะไร ? ตัวเลขศักดิ์สิทธิ์ที่บอกว่าคุณ “ได้กำไร” หรือ “แค่ขาดทุนทางอ้อม”
มาถึงคำศัพท์ที่นักธุรกิจเห็นแล้วอาจจะปวดหัว แต่มันคือหัวใจสำคัญ ROI หรือคำเต็ม ๆ Return on Investment ตัวเลขง่าย ๆ ที่จะบอกคุณได้ว่า “เงินที่ลงทุนไป คุ้มค่ากลับมาเป็นกำไรแค่ไหน ?” บทสุดท้ายที่ไม่ว่าบริษัทที่อยากให้ตัวเลขตรงนี้เป็นสีเขียว ต้องคิดยังไง ลองไปดูวิธีกัน
วิธีคิดค่า ROI ฉบับเข้าใจง่าย ตอบให้ได้พอ ลงทุนไปเท่าไหร่ ได้กลับมาแค่ไหน?
สูตรที่เราอยากให้ท่องไว้เน้น ๆ คือ (กำไรสุทธิ – ต้นทุนทั้งหมด) / ต้นทุนทั้งหมด x 100 หลายคนพลาดตรงที่เอายอดขายมาคิดโดยไม่หักต้นทุนสินค้า ค่าส่ง หรือค่าเช่าที่ พอคำนวณออกมาจริง ๆ ปรากฏว่าขายดีจนเจ๊ง เพราะค่าโฆษณากินกำไรไปหมดแล้ว การดู ROI จึงเป็นการดึงเรากลับสู่โลกแห่งความเป็นจริงว่า ธุรกิจเรากำลังโตจริงหรือแค่ “ภาพลวงตา”
ทำไมการเลือก Platform โฆษณา ที่ใช่ ส่งผลตรงกับ ROI โดยตรง ?
เชื่อไหมว่า การเลือกแพลตฟอร์มผิด ก็เหมือนคุณเอาเนื้อสเต็กชั้นดีไปขายในเทศกาลกินเจ ต่อให้สเต็กอร่อยแค่ไหน ROI ของคุณก็จะเป็นศูนย์ (หรือติดลบ) เพราะคุณวางตัวบนแพลตฟอร์มที่ “คนซื้อ” ไม่ได้เดินผ่านมา

ฉากทัศน์ให้เห็นภาพ : เมื่อสินค้าเหมือนกันแต่เลือกที่ลงขายต่างกัน
- ฉากที่ 1: แบรนด์ครีมบำรุงผิววัยรุ่น เลือกทุ่มงบไปที่ LinkedIn เพราะเห็นว่าเป็นแพลตฟอร์มที่มีคนมีกำลังซื้อสูง ผลคือคนเห็นโฆษณาได้จริง แต่คนในนั้นเขากำลังมองหาเรื่องการทำงานและการเติบโตในอาชีพ ผลลัพธ์คือ ROI ติดลบ เพราะไม่มีใครอยากช้อปปิ้งเครื่องสำอางตอนกำลังหางาน
- ฉากที่ 2: แบรนด์เดิม ย้ายงบมาที่ TikTok และจ้างอินฟลูเอนเซอร์สายบิวตี้รีวิวสั้น ๆ 15 วินาที ผลปรากฏว่ายอดสั่งซื้อพุ่งถล่มทลาย เพราะเป็นจังหวะที่ลูกค้ากำลังพักผ่อนและอยากดูเรื่องสวย ๆ งาม ๆ ROI จึงพุ่งสูงขึ้นหลายเท่าตัวเพียงแค่เปลี่ยน Platform โฆษณา ให้ถูกที่
นอกจากเรื่องการเลือกช่องทาง Internet Ad Sales แล้ว ระบบหลังบ้านที่รองรับข้อมูลมหาศาลก็สำคัญไม่แพ้กัน หลายบริษัทใหญ่จึงเลือกใช้ระบบคลาวด์เพื่อประมวลผลข้อมูลการตลาดอย่างแม่นยำ โดยคุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่บทความ Azure vs Google Cloud เพื่อดูว่าระบบไหนรองรับการประมวลผลโฆษณาได้ดีกว่ากัน
จะเริ่มเลือก Platform โฆษณา อย่างไรให้คุ้มค่าที่สุด?
สุดท้ายนี้ เราอยากฝากไว้ว่าไม่มีแพลตฟอร์มไหน “ดีที่สุด” ในโลก มีแต่แพลตฟอร์มที่ “ใช่ที่สุด” สำหรับกลุ่มเป้าหมายของคุณ ก่อนจะลงเงินก้อนต่อไป ลองกลับมาสำรวจก่อนว่าลูกค้าคุณใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ที่ไหน แล้วค่อยเริ่มทดลอง (Testing) ทีละนิด วัดผล ROI สม่ำเสมอ แล้วคุณจะพบว่าการทำกำไรในโลกออนไลน์ไม่ใช่เรื่องดวง แต่มันคือเรื่องของกลยุทธ์และการเลือกเครื่องมือที่ถูกต้อง