Welcome to internet ad sales

Our Timing

Mon-Fri 9:00AM-5:00PM Sun CLOSED

internetadsales.com Advertising Technology & Strategy Google Ads vs Facebook Ads ต่างกันยังไง พาเจาะจุดต่างก่อนยิงแอด 2026
Google Ads vs Facebook Ads ต่างกันยังไง

Google Ads vs Facebook Ads ต่างกันยังไง พาเจาะจุดต่างก่อนยิงแอด 2026

สำหรับมือใหม่ที่ก้าวเท้าเข้ามาสู่โลกการตลาดดิจิทัลในปี 2026 คำถามคลาสสิกอย่าง Google Ads vs Facebook Ads ต่างกันยังไง ? ยังคงเป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดคุยในทุกวงสัมมนา เชื่อไหมว่าความสับสนส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากตัวแพลตฟอร์มที่ซับซ้อน แต่เกิดจากการที่เรามักจะมองหา “ผู้ชนะ” เพียงหนึ่งเดียว ทั้งที่ในความเป็นจริง ทั้งสองค่ายทำหน้าที่คนละส่วนบนเส้นทางการตัดสินใจของลูกค้าอย่างสิ้นเชิง

เข้าใจปรัชญาเบื้องหลัง : Search Intent vs Social Interest

ถ้าจะสรุปความแตกต่างให้เห็นภาพชัดที่สุด เราอยากให้คุณลองจินตนาการถึงพฤติกรรมของตัวเอง เวลาเราอยากได้ “คำตอบ” เราจะไปที่ไหน? และเวลาเราอยาก “พักผ่อน” เรามักจะเปิดแอปอะไร? นั่นแหละคือจุดเริ่มต้นของคำตอบทั้งหมด

Google Ads vs Facebook Ads ต่างกันยังไง

Google Ads : การจับปลาในบ่อที่คนกำลัง “หิว” (Demand Capture)

หัวใจของ Google Ads คือสิ่งที่เรียกว่า Search Intent เมื่อใครสักคนพิมพ์ค้นหาบน Google ในปี 2026 ไม่ว่าจะเป็นการพิมพ์หรือใช้คำสั่งเสียงถาม AI Search นั่นหมายความว่าเขามี “ความต้องการ” เกิดขึ้นแล้วในขณะนั้น เช่น “ร้านซ่อมมือถือด่วนใกล้ฉัน” หรือ “เปรียบเทียบราคาประกันรถยนต์”

หน้าที่ของคุณคือการทำตัวให้เป็นคำตอบที่ตรงใจที่สุดในวินาทีที่เขากำลังมองหา นี่คือเหตุผลที่ Google Ads มักจะมีอัตราการปิดการขาย (Conversion Rate) ที่สูงกว่า เพราะคุณไม่ได้ไปรบกวนเขา แต่คุณไปปรากฏตัวในจังหวะที่เขาต้องการคุณพอดีนี่แหละ

Facebook Ads: การสร้างความอยากในวันที่คนกำลัง “พักผ่อน” (Demand Generation)

ในทางกลับกัน Facebook Ads (รวมถึง Instagram) ทำงานบนพื้นฐานของ Social Interest คนเปิดแอปเหล่านี้มาเพื่อดูอัปเดตจากเพื่อนหรือหาความบันเทิง ไม่ได้มาเพื่อหาซื้อเครื่องซักผ้า แต่ในขณะที่เขากำลังไถหน้าฟีดอยู่นั้น อัลกอริทึมที่แสนฉลาดของ Meta จะวิเคราะห์ว่า “คนคนนี้มีแนวโน้มจะสนใจสินค้าคุณ” จากพฤติกรรมในอดีต

มันคือการทำโฆษณาแบบขัดจังหวะที่สร้างสรรค์ ถ้าคอนเทนต์ของคุณหยุดนิ้วเขาได้ คุณก็สามารถสร้าง “ความอยาก” (Demand) ขึ้นมาใหม่ในใจลูกค้าได้แม้ว่าเขาจะไม่ได้คิดถึงเรื่องนั้นมาก่อนเลยก็ตาม

เปรียบเทียบ 3 จุดตัดสินใจ เมื่อไหร่ที่ควรเลือก Google และเมื่อไหร่ที่ Facebook คือคำตอบ?

การจะฟันธงว่าทางไหนคุ้มกว่ากัน Google Ads vs Facebook Ads ต่างกันยังไง เราต้องกลับมาดูที่ตัวสินค้าและวัตถุประสงค์ของเราเป็นหลักก่อน ควบประกอบ Internet Advertising ว่าช่องทางไหนจะเหมาะสมที่สุด

Google Ads vs Facebook Ads ต่างกันยังไง

1. ประเภทของธุรกิจและสินค้า (Niche vs Mass)

หากลองสังเกตดูดี ๆ ถ้าธุรกิจของคุณคือ “บริการฉุกเฉิน” เช่น รถยก หรือช่างกุญแจ การไปยิงแอดใน Facebook อาจจะเสียเงินฟรี เพราะคงไม่มีใครกดเซฟเพจช่างกุญแจเก็บไว้ดูเล่น แต่ทุกคนจะเข้า Google ทันทีเมื่อกุญแจหาย

ในทางตรงข้าม หากคุณขาย “สินค้าแฟชั่น” หรือ “ของใช้ไอเดียเจ๋ง ๆ ” ที่คนเห็นแล้วต้องร้องว้าว Facebook Ads จะกลายเป็นขุมทองทันที เพราะสินค้ากลุ่มนี้ต้องการรูปภาพและวิดีโอที่สวยงามเพื่อกระตุ้นอารมณ์ ซึ่งเป็นจุดแข็งที่ Google Search ให้ไม่ได้

2. เส้นทางการซื้อของผู้บริโภค (Customer Journey)

ความแตกต่างอีกอย่างคือจังหวะ Google Ads มักจะทำหน้าที่ได้ดีเยี่ยมในช่วงปลายของกรวยการขาย (Bottom Funnel) คือช่วงที่คนจะจ่ายเงินแล้ว ส่วน Facebook Ads มักจะทำหน้าที่ได้ดีในการสร้างการรับรู้ (Awareness) และกระตุ้นความสนใจในระยะยาว (Middle Funnel)

3. งบประมาณและการวัดผล ROI ในระยะยาว

เรื่องนี้สำคัญมาก ค่าโฆษณาใน Google มักจะดูแพงกว่าเมื่อวัดจากราคาต่อคลิก (CPC) แต่ถ้าคิดเป็นยอดขายจริง มันอาจจะคุ้มค่ากว่าเพราะมาพร้อมกับความตั้งใจซื้อที่สูง ส่วน Facebook อาจจะให้ราคาต่อการมองเห็นที่ถูกกว่ามาก เหมาะสำหรับการเข้าถึงคนจำนวนมหาศาลในงบที่ประหยัดกว่า ซึ่งไม่ว่าคุณจะเลือกทางไหน สิ่งสำคัญคือการมี Platform โฆษณา ที่ดีรองรับการจัดการข้อมูลอย่างเป็นระบบเพื่อให้วัดผลได้อย่างแม่นยำ

ถอดรหัสผ่านตลาดร้านกาแฟ Ads เจ้าไหนเชียร์ให้ปิดการขายได้มากกว่า 

ลองนึกภาพบ่ายวันอังคารที่แสนวุ่นวายย่านอารีย์ ฟรีแลนซ์คนหนึ่งกำลังหิ้วแล็ปท็อปเดินเหงื่อตกผ่านอากาศร้อน สิ่งที่เขาต้องการไม่ใช่คอนเทนต์สวยงามหรือโปรโมชั่นลดแลกแจกแถม แต่คือ “ที่นั่งที่มีปลั๊กไฟและแอร์เย็น ๆ” คำตอบสุดท้าย ณ เวลานั้นที่เขาต้องการ

และทันทีที่เขาพิมพ์ลงในช่องค้นหาว่า “Co-working space อารีย์” หรือ “ร้านกาแฟใกล้ฉัน” แล้วชื่อร้านของคุณเด้งขึ้นมาเป็นอันดับแรกพร้อม บอกพิกัดที่ห่างไปเพียงไม่กี่ก้าว นั่นแหละคือ “การปิดการขายของ Google Ads” ทำหน้าที่เป็นเหมือนหน่วยกู้ภัยที่โผล่มาในจังหวะที่ลูกค้าต้องการ ต้องการด่วน ๆ ต้องการจริง ๆ กำลังมีปัญหาและพร้อมจะควักเงินจ่ายทันทีเพื่อจบเรื่อง ยอดขายในฉากนี้จึงเกิดขึ้นจากเหตุผลและความจำเป็นส่วนตัวล้วน ๆ โดยที่คุณแทบไม่ต้องเปลืองแรงโน้มน้าวใจแม้แต่น้อย

Google Ads vs Facebook Ads ต่างกันยังไง

ตัดภาพมาอีกด้านที่คืนวันศุกร์ที่ใครหลายคนกำลังนอนทอดหุ่ยอยู่บนโซฟา ไถหน้าจอมือถือไปเรื่อย ๆ เพื่อฆ่าเวลาและหาแรงบันดาลใจสำหรับวันหยุด จู่ ๆ วิดีโอสั้นแบบ Cinematic ที่เห็นควันกาแฟหอมฟุ้งท่ามกลางแสงแดดอ่อน ๆ เป็นภาพร้านโทนอุ่นย่านอารีย์ที่ขึ้นมาบนหน้าฟีด Facebook แม้ในตอนนั้นเขาจะไม่ได้หิวกาแฟและไม่ได้เดือดร้อนเรื่องที่ทำงาน แต่ภาพที่เห็นมันช่างเย้ายวน “กระตุกต่อมความอยาก” เพื่อแก้ปัญหาวันว่าง “วันเสาร์นี้ต้องไปที่นี่ให้ได้”  

ประเด็นคือ Facebook Ads คือพระเอกในฉากนี้ กำลังสวมบทบาทเป็นนักสร้างแรงบันดารใจ ความปรารถนาที่เปลี่ยนความต้องการของคน ให้กลายเป็นลูกค้าที่ยอมขับรถข้ามเมืองมาหาคุณเพื่อสัมผัสประสบการณ์ที่เขาเห็นในคลิป น่าจะพอเห็นภาพกันแล้วตามหน้าที่ของแต่ละแพลตฟอร์ม

กลยุทธ์แบบ Hybrid คือทางรอดของธุรกิจยุคใหม่

สุดท้ายแล้ว ในปี 2026 นี้ เราคงต้องบอกว่าไม่มีคำว่า “อย่างใดอย่างหนึ่ง” อีกต่อไป ธุรกิจที่ฉลาดมักจะใช้กลยุทธ์แบบผสมผสาน ใช้ Facebook เพื่อหาลูกค้าใหม่ ๆ เข้ามารู้จักแบรนด์ และใช้ Google เพื่อไปดักรอในช่วงที่เขาพร้อมจะเปรียบเทียบและตัดสินใจซื้อ

การเข้าใจหัวใจของทั้งสองแพลตฟอร์มจะช่วยให้คุณจัดสรรงบประมาณได้อย่างมีชั้นเชิง ไม่ใช่แค่การหว่านเงินทิ้งไปในอากาศ แต่เป็นการลงทุนที่สร้างผลตอบแทนกลับมาให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างอยู่รอดและยั่งยืนที่สุด

Leave a Reply